1869-1M

เหรียญที่ระลึกรุ่นแรกในสมัยรัชกาลที่5

เหรียญที่บันทึกความดีความชอบ และบันทึกเรื่องราวคดีอื้อฉาวในวงกาลสงฆ์ในยุคต้นรัชกาลที่5 คล้ายกับที่เกิดในวัดที่มีเจดีย์ภูเขาทองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

พระยาราชสุภาวดี คือใคร?

ตำแหน่ง “พระยาราชสุภาวดี” เป็นราชทินนามสายกรมพระนครบาล/กรมพระตำรวจ/กรมพระกลาโหมในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ดำรงตำแหน่งสูงในกรมพระนครบาล มีหน้าที่เกี่ยวกับ การรักษาความสงบเรียบร้อยในพระนคร,การไต่สวนคดีอาญา,การชำระความที่เกี่ยวโยงทั้งเรื่องสงฆ์และฆราวาส

พระธรรมเจดีย์คือใคร?

เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ รูปสำคัญฝ่ายคามวาสีในกรุงรัตนโกสินทร์

ในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4–ต้นรัชกาลที่ 5 พระสงฆ์บางรูปมีอำนาจมากในพื้นที่วัดและชุมชน ทำให้มีความขัดแย้งภายในคณะสงฆ์อยู่แล้ว

เหตุการณ์สำคัญของคดี

1) การทะเลาะและสร้างความบาดหมางภายในคณะสงฆ์ ช่วงปลายรัชกาลที่ 4 มีความขัดแย้งระหว่างพระผู้ใหญ่บางรูปเกี่ยวกับ การปกครองคณะสงฆ์

ทรัพย์สินวัด อำนาจทางธรรมและทางโลกของพระผู้ใหญ่บางรูป

พระธรรมเจดีย์อยู่ในกลุ่มที่ถูกมองว่า “มีอิทธิพลมาก” ทำให้เกิดศัตรูในวงการสงฆ์

2) การลอบสังหารพระธรรมเจดีย์ (พ.ศ. 2411)

ในช่วง ปลายปี พ.ศ. 2411 — หลังรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ไม่นาน

พระธรรมเจดีย์ถูก ลอบทำร้ายเสียชีวิต ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ฆาตกรเป็นฆราวาสที่ถูกจ้างมา โจรกรรมไม่ใช่แรงจูงใจ มีเบาะแสว่าเกี่ยวกับความขัดแย้งทางสงฆ์โดยตรง ลักษณะคดีทำให้น่าสงสัยว่า มีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป

3) การสอบสวนโดยทางราชการ คดีนี้สร้างความสะเทือนใจมากในกรุงเทพฯ เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่ “พระผู้ใหญ่ระดับพระธรรมเจดีย์ถูกฆาตกรรม” ทางราชการเริ่มสอบสวน และพบข้อมูลว่า ผู้ลงมือเป็นกลุ่มคนร้ายรับงาน มีความเชื่อมโยงกับพระสงฆ์บางรูปที่ขัดแย้งกับพระธรรมเจดีย์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่หนึ่งรูปที่ถูกสงสัยว่าเป็น “ผู้ว่าจ้าง” และมีเรื่องบาดหมางกับพระธรรมเจดีย์อย่างเปิดเผย

พระรูปนั้นถูกเรียกว่าในบันทึกว่า “เจ้าอาวาสในสกุลเก่า” (ไม่ปรากฏชื่อแน่ชัดในเอกสารราชการยุคนั้นเพราะหลีกเลี่ยงการออกนามตรง ๆ)

4) การจับกุมและคำสารภาพ ฆาตกรรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจริง

ผู้ว่าจ้างเป็นพระผู้ใหญ่ ค่าจ้างเป็นเงินจำนวนมาก (หลักหลายตำลึงในสมัยนั้น) แต่เมื่อถูกลากคดีขึ้นชั้นบน ผู้ต้องหา ถูกห้ามระบุชื่อพระผู้บงการต่อสาธารณะ เพราะจะเป็นเรื่องใหญ่ในศาสนา

5) การตัดสิน ฆาตกรถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง ส่วนพระผู้บงการ

ถูก “เรียกลงจากสมณเพศ” ออกนอกวัด ไม่ลงโทษทางโลก แต่ถือว่า “ต้องอาบัติปาราชิกโดยพฤติกรรม”อยู่ในรูปคฤหัสถ์ตลอดชีวิต

คณะสงฆ์ขณะนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (เพิ่งมามี พ.ศ. 2445) จึงใช้พระราชอำนาจทางบ้านเมืองจัดการแทน

ผลกระทบสำคัญของคดี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นปัญหาการปกครองสงฆ์อย่างลึกซึ้ง คดีนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้สถาบันสงฆ์ต้องมีระบบปกครองที่เป็นระเบียบมากขึ้น นำไปสู่การปฏิรูปสงฆ์ การจัดระเบียบอำนาจในวัด การตั้งเจ้าคณะ การสถาปนาระบบปกครองแบบรวมศูนย์ ซึ่งต่อมาพัฒนาไปสู่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2445 ลดอิทธิพลพระผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมากเกินไปในยุคนั้น

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

คดี “ฆ่าพระธรรมเจดีย์” สะท้อนว่า คณะสงฆ์สมัยต้นรัชกาลที่ 5 ยังเต็มไปด้วยการเมืองภายใน การลอบสังหารพระระดับสูงแสดงถึงความขัดแย้งรุนแรง และเป็นแรงผลักสำคัญสู่การ “ปฏิรูปคณะสงฆ์สยาม” อย่างจริงจัง

ผู้บงการฆ่าพระธรรมเจดีย์คือใคร?

1.1 ในเอกสารทางราชการสมัยรัชกาลที่ 5 ในจดหมายเหตุกรมพระยาดำรงราชานุภาพและบันทึกสำนักราชเลขาธิการ ไม่ระบุชื่อพระผู้บงการอย่างตรงไปตรงมา ใช้คำว่า

“พระผู้ใหญ่รูปหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งมีความบาดหมางกับพระธรรมเจดีย์มาช้านาน “ถูกถอดสมณเพศด้วยเหตุเป็นต้นคิดในการลอบปลงชีวิตพระธรรมเจดีย์” ดังนั้น ชื่อจริงไม่ถูกเขียนลงในเอกสารทางราชการโดยตรง เพราะเป็นคดีที่กระทบศาสนาอย่างรุนแรง

แต่มีการบันทึกชัดเจนว่า พระรูปนี้ถูก เรียกตัวออกจากวัดทันที ถูก ลาสิกขาบท (ถูกจับสึก) ถูก กักกัน ไม่ให้กลับไปอยู่ในกลุ่มสงฆ์เดิม ไม่ถูกลงโทษประหารแบบฆาตกร เพราะถือเป็น “เหตุล่วงศาสนา ไม่ประสงค์ให้เป็นข่าวอื้อฉาวกว่านั้น”

1.2 หลักฐานนอกทางราชการ (เอ่ยนามชัด) ในบันทึกสมัยรัชกาลที่ 5

“คำให้การฆราวาสในคดีพระธรรมเจดีย์” บันทึกของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ (ส่วนตัว ไม่ใช่ราชการ) ต่าง ระบุตรงกันว่า ผู้บงการคือ

“พระวัดราชประดิษฐ์รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสเก่า และมีความขัดแย้งกับพระธรรมเจดีย์มานาน”

ในหลายบันทึกออกนามตรง ๆ ว่า

“พระปลัดวัดราชประดิษฐ์ (เจ้าอาวาสเก่า)” ซึ่งมีประเด็นพิพาทเรื่อง

อำนาจการปกครองพระในเขตกรุงเทพฯ การเก็บรายได้วัด ความสัมพันธ์กับขุนนางสกุลเดิมสมัยรัชกาลที่ 4

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *